ความรุนแรง…ในฐานะของความทรงจำของคนรุ่นพ่อ และประวัติศาสตร์ของคนรุ่นลูก

 

ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่เราไม่ควรลืม แต่ความเป็นจริงอันหนึ่งที่เรากลับลืมนึกอยู่เสมอ ก็คือเราจะลืม ประวัติศาสตร์ เหล่านั้นได้อย่างไร หากเราไม่เคยจำ หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะจำ เพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่เราจะเกิด หรือก่อนที่เราจะสามารถรับรู้และจดจำได้อย่างถูกต้องชัดเจน นี่เป็นส่วนหนึ่งของข้อปัญหาที่กลายเป็นความยอกย้อนระหว่างประวัติศาสตร์ และ ความทรงจำประวัติศาสตร์สร้างความทรงจำ และความทรงจำก็สร้างประวัติศาสตร์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง            

ประวัติศาสตร์ ในบริบทสังคมสมัยใหม่มีความหมายมากกว่าการบันทึกเรื่องราว คำบอกเล่า หรือเหตุการณ์โดยทั่วไป ตรงที่มันพ่วงมาด้วยอุดมการณ์แบบรัฐชาติ ซึ่งเพิ่งถือกำเนิดขึ้นบนโลกไม่เกิน 3 ศตวรรษ และ ความทรงจำก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจดจำประวัติศาสตร์นั้น เหมือนคำกล่าวที่ว่า ประวัติศาสตร์เป็นความทรงจำของสังคม ขณะที่อีกทางหนึ่ง ความทรงจำ ของกลุ่มชนเล็กๆ ที่อาจไม่มีบทบาทหรืออำนาจทางการเมือง ก็กำลังทำหน้าที่เป็นประวัติศาสตร์ให้กลุ่มชนเหล่านั้น เป็นประวัติศาสตร์กระแสรองที่อาจไม่มีวันได้บรรจุไว้ในแบบเรียน           

จะเห็นได้ว่า ประวัติศาสตร์ และ ความทรงจำ มีลำดับความสำคัญที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ ในวิชาประวัติศาสตร์มันอาจถูกนำเสนอให้ดูเหมือนเป็นคู่แย้งที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แม้ในทางปฏิบัติ การแบ่งแยก ประวัติศาสตร์ และ ความทรงจำ ออกจากกันอย่างเด็ดขาดจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม            

วิลเลี่ยม โฟลกเนอร์ (William Faulkner 1897-1962) เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่ผลงานของเขาถือได้ว่าก่อกำเนิดขึ้นบนภูมิศาสตร์ที่ทาบซ้อนของ ประวัติศาสตร์และ ความทรงจำของมิสซิสซิปปี ซึ่งเป็นมลรัฐที่ได้ชื่อว่ามีการเหยียดสีผิวรุนแรงที่สุด บางระดับอาจกล่าวได้ว่า นิยายของโฟล์กเนอร์ทำหน้าที่เป็น ประวัติศาสตร์ ของอเมริกาในช่วงสงครามกลางเมือง ไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะของเสียงเล่าจากความทรงจำ ได้ดียิ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้อเขียนทางประวัติศาสตร์แท้ๆ            

กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ผู้เขียนนิยายหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เป็นอีกหนึ่งคนที่มองเห็นว่าผลงานของโฟล์กเนอร์สร้างคุณูปการมากมายให้กับโลกวรรณกรรมของอเมริกาใต้ แต่อะไรล่ะคือเงื่อนไขหรือสาเหตุที่ทำให้งานของโฟล์กเนอร์มีลักษณะพิเศษ? บางทีนิยาย Light in August (1932) ของเขาอาจเป็นคำตอบให้กับคำถามข้อนี้ได้ ไม่มากหรือไม่น้อยไปกว่าผลงานอย่าง Sound and Fury (1929) และ Absalom, Absalom! (1936) ที่นักอ่านรู้จักกันดีอยู่แล้ว           

Light in August เริ่มต้นเรื่องที่ลีน่า โกรฟ หญิงสาวที่กำลังตั้งท้อง ซึ่งกำลังถ่ายทอดความคิดไปไกล เธออยู่บนไหล่ทางที่ทุรกันดาร (ว่ากันว่า โฟล์กเนอร์ได้แรงบันดาลใจจากภาพผู้หญิงท้องแก่ที่เดินเท้าเปลือยเปล่าอยู่ข้างถนน) เธอหนีออกจากบ้านที่อลาบามา เพื่อติดตามหาชายคนรักที่มีชื่อว่า ลูคัส เบิร์ช ลีน่าได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่รับเธอขึ้นรถเกวียน รวมไปถึงให้อาหารและที่พักพิง ในที่สุดเธอก็เดินทางไปถึงเจฟเฟอสัน มิสซิสซิปปี แต่ที่นั่นเธอกลับพบชายอีกคนที่มีชื่อว่า ไบรอน บันช์ ซึ่งพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเธอ หากบังเอิญว่าชายคนรักของเธอกลับไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมเสียก่อน           

เสน่ห์อย่างหนึ่งในนิยายของโฟล์กเนอร์ก็คือการเปิดตัวตัวละครในฐานะของคนแปลกหน้าที่โดดเดี่ยว คือเริ่มต้นเราจะยังไม่รู้หรอกว่า ตัวละครทั้งหมดเป็นใครมาจากไหน? เราจะรู้จักตัวละครเหล่านั้นก็เมื่อเราได้ยินเสียงในใจ หรือเสียงความคิดที่ตัวละครพร่ำบ่นกับตัวเอง           

โฟล์กเนอร์จัดแจงให้ลีน่านั่งเกวียนผ่านบ้านหลังหนึ่งที่ไฟกำลังลุกไหม้ ในบ้านหลังนั้นเขาบรรจุเรื่องราวที่จบลงด้วยฉากปริศนาฆาตกรรมและประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันสามารถสืบสาวไปได้ยาวไกลของเจ้าของบ้านที่มาจากตระกูลเก่าแก่ในยุคสงครามกลางเมือง ซึ่งเราจะได้รับรู้ในภายหลัง           

ตัวละครที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของเรื่องเล่าอย่างแท้จริงก็คือชายแปลกหน้าผู้มีนามว่า โจ คริสต์มาส ซึ่งเป็นลูกครึ่งผิวดำที่ก่อเหตุฆาตกรรมนางสาวเบอร์เดน หญิงผิวขาวเจ้าของบ้าน หลังที่กำลังลุกไหม้ในต้นเรื่อง โดยเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังโจ คริสต์มาสนี้จะค่อยๆ คลี่คลายและเชื่อมโยงไปสู่ตัวละครอื่นๆ อย่างแปลกประหลาดน่าอัศจรรย์ใจ           

โจ คริสต์มาส รู้จักกับโจ บราวน์ (หรืออีกชื่อก็คือ ลูคัส เบิร์ช ชายคนรักของลีน่า) จากการทำงานที่โรงเลื่อย ก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะหันมาทำธุรกิจขายเหล้า โจ บราวน์อยู่ในสถานที่เกิดเหตุและเป็นผู้ที่เห็นศพผู้ตายเป็นคนแรก โจ คริสต์มาสมาถึงเจฟเฟอสันเมื่อหลายปีก่อน (ก่อนเกิดเหตุชาวเจฟเฟอสันยังคงเข้าใจว่า เขาเป็น ชาวต่างชาติ) เขากับเบอร์เดนมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยามาเป็นเวลานาน ในค่ำคืนที่คริสต์มาสหลบหนีไป ความทรงจำ ของเขาก็ เริ่มเล่าเรื่อง และอดีตที่ผ่านมาของเขา            

เริ่มตั้งแต่ความทรงจำอันรางเลือนในตอนที่เขาอายุแค่ไม่กี่ขวบ โจ คริสต์มาสถูกส่งไปยังสถานสงเคราะห์ และได้รับการอุปการะเลี้ยงดูโดยพ่อแม่บุญธรรมคู่หนึ่ง ที่หยิบยื่นนามสกุลแม็คอีเชิร์นให้แก่เขา แต่ที่สุดเขาก็หนีออกจากบ้าน หลังจากถูกทุบตีโดยพ่อบุญธรรม ที่เชื่อว่า ซีกหนึ่ง ของเขาคือ ความชั่วร้ายเขาตัดสินใจที่จะใช้ชื่อโจ คริสต์มาส           

แม้จะพูดไม่ได้ว่า สิ่งที่โจ คริสต์มาสเผชิญในวัยเด็กจะส่งผลให้เขาก่ออาชญากรรมที่ทารุณ แต่กระนั้นการรับรู้ถึงห้วงเวลาที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานทำให้เราเข้าใจได้ว่าโจ คริสต์มาสมิใช่อาชญากรในกมลสันดาน หรืออย่างน้อยเขาก็เคยมีชีวิตที่งดงามท่ามกลางความโฉดเฉาของโลกแห่งความเกลียดชัง-ถึงจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม           

ทำไมต้องเป็นโจ คริสต์มาส? โฟล์กเนอร์มักจะใช้ชื่อที่ฟังสะดุดหู ชื่อที่ฟังดูคล้ายๆ กัน หรือชื่อที่ซ้ำๆ ของตัวละครสองตัว หรือบางทีก็มากกว่านั้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นอดีต-ปัจจุบัน หรือความเป็นวงเวียนวงจรของชะตากรรมที่เกิดซ้ำซาก           

ข้อสังเกตอันหนึ่งที่เป็นจริงค่อนข้างมากก็คือตัวละครของโฟล์กเนอร์มักไม่ค่อยมีลักษณะเป็นพระเอก ผู้เก่งกล้า คนเดียวโดดๆ เพราะเขาต้องการภาพหลากมุมมองอันเกิดจากการสะท้อนกลับไปกลับมา เราจะเห็นว่าตัวละครที่ดูเหมือนไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากมายอย่างโจ บราวน์ (ลูคัส เบิร์ช) สามารถทำให้การติดตามหาของลีน่ากับทารกที่เพิ่งคลอดออกมา จากอลาบามา ไปมิสสิสซิปปี สู่เทนเนสซี กระทั่งนำไปสู่เป็นปัจฉิมบทที่งดงามและเจือด้วยความหวัง เธอค้นพบไบรอน บันช์ ผู้ที่เป็นเสมือนพ่อของเด็กออกร่วมเดินทางไปกับเธอ และบราวน์ก็อาจเป็นเพียงข้ออ้างระหว่างความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เพียงเพราะโฟล์กเนอร์มิต้องการทำให้มันชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนนิยายรักโดยทั่วไปเท่านั้นเอง           

ใน Light in August ก็เช่นกันที่โฟล์กเนอร์เชื่อมโยงให้เห็นภาพซ้อนซ้ำระหว่างคนสองรุ่น แน่นอนมันย่อมไม่ใช่เรื่องน่าพึงปรารถนาสักเท่าไร สำหรับการยอมรับว่า ความรุนแรง ในสังคมไม่เคยหายไปไหน และอาชญากรรมของโจ คริสต์มาสก็เป็นผลสะท้อนจากความเป็นจริงที่ว่านี้            

จุดจบของโจ คริสต์มาสคือการถูกประหารด้วยอำนาจเถื่อน โดยการวางแผนให้เขาสามารถหลบหนีออกจากห้องขัง เพื่อจะได้ใช้สิทธิ์ในการจับตาย โฟล์กเนอร์มิได้เข้าข้างคนดำให้ร้ายคนขาวอย่างชนิดหัวชนฝา เขาพยายามนำเสนอภาพความรุนแรงที่สามารถเห็นได้จากหลายมุมมอง            

นางสาวเบอร์เดน หญิงผิวขาวที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งในทีแรกดูเหมือนจะเป็นคนที่มีความเมตตาต่อคนผิวดำนั้น เอาเข้าจริง ภายในจิตใจของเธอกลับมีด้านที่ฉายให้เห็นถึงความวิปลาส เพราะเธอนั้นหลงใหลคลั่งไคล้ในคนผิวสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ในเชิงเพศรส อย่างเช่นตอนที่เธอกำลังร่วมรักกับคริสต์มาส เธอตะโกนออกมาว่า นิโกร นิโกรซึ่งความหลงใหลอันนั้นมันพานไปถึงการอยากมีลูกกับเขา ลูกที่มาจากเลือดเนื้อของคนผิวดำ            

แน่นอนว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับคริสต์มาสในช่วงระยะเวลาที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก็คือเธอปฏิบัติต่อเขาในฐานะของนิโกรคนหนึ่ง โฟล์กเนอร์พยายามแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความสลับซับซ้อน ด้านหนึ่งมันอาจผูกโยงกับแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรม ส่วนอีกด้านมันอาจหมายถึง ความทรงจำ และ ประวัติศาสตร์ ที่หล่อหลอมอยู่ในตัวตน หรือผู้คนในสังคมนั้นๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่เราจะตัดสิน เพราะอาชญากรรมดังกล่าวมันเกี่ยวข้องกับคนทุกคน             

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง ถึง “ความรุนแรง…ในฐานะของความทรงจำของคนรุ่นพ่อ และประวัติศาสตร์ของคนรุ่นลูก”

  1. สำนักพิมพ์สมมติจะมีงานแปลของ โฟล์กเนอร์ บ้างไหมครับ
    ผมอยากอ่านงานของเขามานานแล้ว

    ตอนนี้ผมกำลังอ่าน รั ก แ ร ก ของซามูเอล เบกเกทต์ อยู่ครับ

ใส่ความเห็น