ประดิษฐกรรมแห่งความกลัว : At the Mountains of Madness เอช. พี. เลิฟคราฟท์
![]() |
“สิ่งที่ไม่ตายสามารถหลับไหลได้ชั่วนิรันดร์ ในชั่วกัปกัลป์อันน่าฉงนใจความตายอาจตายอีกหนหนึ่ง”
เนโครโนมิคอน [1]
เอช. พี. เลิฟคราฟท์ (H. P. Lovecraft) นักเขียนชาวอเมริกันที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อนิยายวิทยาศาสตร์สยองขวัญยุคใหม่ เคยกล่าวไว้ใน Supernatural Horror in Literature ความเรียงชิ้นเอกของเขาว่า “ความรู้สึกที่เก่าแก่และเข้มข้นที่สุดของมนุษยชาติคือความกลัว และความกลัวที่เก่าแก่และเข้มข้นที่สุดก็คือความกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้”อะไรคือความกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้? แน่นอนสิ่งที่เราไม่รู้ย่อมมีอยู่มากมาย ตั้งแต่คำถามถึงที่มาที่ไปของมนุษย์ โลกของเรา หรือกระทั่งการกำเนิดของจักรวาล มีคำกล่าวว่า “ยิ่งแสงสว่างทางปัญญาของศตวรรษที่ 21 ลุกโชติช่วงเท่าไร เงามืดเบื้องหลังด้านที่ต้องแสงสว่างก็ยิ่งปรากฏเด่นชัดขึ้นเท่านั้น”
การเสาะสำรวจในสิ่งที่ยังไม่มีใครตอบได้ จึงกลายมาเป็นส่วนประกอบของเรื่องราวที่แปลกประหลาด ซึ่งผูกโยงกับโลกทัศน์ต่อโลกความจริงที่ไม่ธรรมดาของเอช. พี.เลิฟคราฟท์
เหมือนเช่นฆอร์เก้ ลุยส์ บอร์เฆสนักเขียนชาวอาร์เจนตินาที่ผลผลิตทางจินตนาการอันบรรเจิดของเขาชวนให้ผู้อ่านมองเห็นเป็นเรื่องจริง เอช. พี. เลิฟคราฟท์เองก็มีประดิษฐกรรมทางความคิดมากมายที่ทำให้ผู้อ่านปักใจเชื่อว่าสิ่งที่เลิฟคราฟท์อ้างอิงถึงในนิยายมีอยู่จริง อย่างเช่น หนังสือเนโครมิคอนที่แต่งโดยชาวอาหรับวิปลาส ลัทธิ cthulhu หรือจารึก Pnakotic ซึ่งพูดถึงวัฏจักรของโลกใบเก่า
แน่นอนประดิษฐกรรมทางความคิดของเลิฟท์คราฟท์มีลักษณะเหล่านี้พิเศษกว่าประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นในนิยายวิทยาศาสตร์ หรืองานเขียนแนวเหนือธรรมชาติโดยทั่วไปตรงที่เขามักอ้างอิงถึงสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆ และบางครั้งก็ดูเหมือนว่ามีการหยิบยกเอาส่วนอื่นๆ ของจารึก หลักฐานต่างๆ มาเปรียบเทียบผูกโยงเข้ากับเหตุการณ์ และตัวบทที่มีอยู่จริง
เรื่องสั้นขนาดยาว At the Mountains of Madness ที่เลิฟคราฟท์เขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1931 ได้พูดถึงการสำรวจขั้วโลกใต้ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตก่อนจะกลายเป็นน้ำแข็ง การสำรวจครั้งนี้หักล้างทฤษฎีการกำเนิดโลกโดยการค้นพบหลักฐานที่มีอายุเก่าแก่กว่าคาบเวลาซึ่งเราเชื่อว่าโลกได้ถือกำเนิดขึ้นมา
At the Mountains of Madness เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่ชวนให้ขนหัวลุก คณะสำรวจทางธรณีวิทยาที่มีผู้เล่าเรื่องรวมอยู่ด้วย มีวัตถุประสงค์ในทีแรกคือนำพากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Miskatonic มาเก็บตัวอย่างหลักฐานที่ปรากฏในชั้นหิน โดยการใช้เครื่องมือขุดเจาะตามแผนการที่วางไว้พวกเขาตั้งใจว่าจะทำการสำรวจให้กินอาณาเขตครอบคลุมที่สุด คืออาจจะเป็นหุบเขาและเนินทั้งหมดทางตอนใต้ของ Ross Sea กระทั่งวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ดาร์นฟอร์ด เด็กหนุ่มในคณะสำรวจมองเห็นภาพที่แปลกประหลาดตรงหุบเขาเอราบัส ซึ่งดาร์นฟอร์ดเชื่อมโยงให้เห็นว่า มันดูคล้ายกับธารลาวาบนน้ำแข็งในนวนิยาย The Narrative of Arthur Gordon Pym of Nantucket [2] ของนักเขียนอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ เอ็ดการ์ แอลลัน โป แต่เหตุการณ์ตลอดช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงต้นมกราคมก็ยังคงดำเนินไปอย่างเป็นปรกติ
ดูเหมือนทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้นด้วยวิทยุคลื่นสั้นที่รายงานด้วยความตระหนก คณะสำรวจชุดแรกค้นพบสิ่งก่อสร้างที่คล้ายซากโบราณสถานขนาดมหึมาบนภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งที่นั่นเองพวกเขาได้พบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดกว่าสิ่งมีชีวิตในยุคโบราณชนิดใดที่มนุษย์เคยเจอ และจากการรายงานถึงการค้นพบไม่นาน ทีมสำรวจทั้งหมดก็ขาดการติดต่อไป คณะสำรวจที่เหลืออยู่ ซึ่งรวมถึงตัวผู้เล่าและดาร์ฟอร์ดผู้รอดชีวิตอีกคน จึงทำการออกติดตามไปในวันรุ่งขึ้น เมื่อไปถึงที่นั่น พวกเขาพบว่าไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลย
จะมีก็เพียงชายคนหนึ่งที่ชื่อเกดนี่ย์ซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเลิฟคราฟท์ผสมผสานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงหลายอย่างเข้าไปในงาน เขาใช้ฉากภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ ซึ่งบางลูกมีขนาดสูงใหญ่ไม่น้อยไปกว่าภูเขาหิมาลัยหรือภูเขาไฟฟูจิ เป็นที่ซ่อนความน่าสะพรึงกลัวของโลกเร้นลับที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งจุดจบที่น่าหวาดกลัวของคณะสำรวจใน At the Mountains of Madness ก็มาจากการเข้าไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ โดยการเลิฟคราฟท์ได้โยงปลายสุดของวิทยาศาสตร์กับความเชื่อทางไสยศาสตร์ลึกลับเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียนกลมกลืน
‘การรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้’ และ ‘ความวิกลจริต’ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มักปรากฏอยู่ในข้อเขียนหลายๆ ชิ้นของเขา ใครที่เคยอ่านงานของเลิฟท์คราฟท์จะทราบดีว่า เขาเคยเขียนถึงการเดินทางเสาะสำรวจในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้มาก่อนในเรื่องสั้น The Nameless City (1921) เพียงแต่โลกที่ลี้ลับและเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวนั้นซ่อนอยู่กลางทะเลทราย และเป็นการเดินทางเพียงลำพังของผู้เล่าเรื่อง
The Mountains of Madness หรือ ‘หุบเขาแห่งความวิปลาส’ คือที่ตั้งของโลกเก่าแก่ซึ่งดำรงอยู่มาเนิ่นนาน ก่อนหน้าจะมีสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์เกิดขึ้น คำถามก็คือในช่วงเวลาที่โลกยังเยาว์วัยเกินกว่าจะให้กำเนิดพืชหรือสัตว์เซลล์เดียว วิวัฒนาการของโลกเร้นลับนี้เริ่มต้นเมื่อไร? ที่ไหน? หรืออย่างไร? เลิฟคราฟท์ไม่ได้เฉลยไว้ในตอนจบของเรื่อง เว้นก็แต่เขาปล่อยให้เราเตลิดเปิดเปิงกับความบ้าของตัวละครเด็กหนุ่มดาร์นฟอร์ด ที่พูดแต่เพียงคำว่า “Tekeli-li! Tekeli-li!” ซึ่งเป็นเสียงกรีดร้องที่น่าหวาดกลัวของชาวซวาลาลที่อยู่ในนิยาย Arthur Gordon Pym ของเอ็ดการ์ อลัน โป
[1] The Necronomicon หรือ Al Azif หนังสือที่เขียนโดย Abdul Alhazred หนังสือเล่มนี้เป็นประดิษฐกรรมทางความคิดของเลิฟคราฟท์ พูดง่ายๆ ถ้อยคำต่างๆ จาก The Necronomicon เป็นสิ่งที่เลิฟคราฟท์แต่งขึ้นมาเอง
[2] โปเขียน The Narrative of Arthur Gordon Pym of Nantucket ขึ้นในช่วงที่มีการเข้าไปสำรวจขั้วโลกใต้เป็นครั้งแรกๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ Arthur Gordon Pym จะส่งอิทธิพลต่อ At the Mountains อย่างมาก หากยังเป็นกุญแจที่ไขไปสู่ความลี้ลับอันน่าหวาดกลัวในตอนท้ายของเรื่องอีกด้วย
