ท้องฟ้าสีฟ้าของจอร์จส์ บาตาย

จอร์จส์ บาตาย (Georges Bataille) เป็นหนึ่งในนักเขียนที่มิแชล ฟูโกต์ยกย่องให้เป็นนักคิดคนสำคัญของศตวรรษที่ 20 ด้วยเหตุว่าบาตายเป็นปัญญาชนนักคิดที่นอกจากจะทำงานหลากหลายแล้ว ในแต่ละแนวทางนั้น เขาสามารถดั้นด้นบุกตะลุยไปจนสุดกำลังหมดแทบจะทุกทาง

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จอร์จส์ บาตายเป็นหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวทางศิลปะเซอร์เรียลลิสม์ งานเขียนของบาตายในช่วงเวลานั้นก็คือนวนิยายเชิงสังวาส (pornographic) ที่มีเนื้อหาทางปรัชญาและวิธีคิดสอดแทรกอยู่ในเรื่อง แม้จะไม่โดดเด่นชัดเจนอย่างงานเขียนของมาร์กี เดอ ซาด แต่ก็ไม่ใช่นวนิยายเชิงสังวาสธรรมดาๆ

ผลงานของบาตายที่ยังเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็คือ Histoire de l’oeil, (1928) หรือ The Story of the Eye ซึ่งขณะนั้นจัดพิมพ์ภายใต้นามปากกาลอร์ด โอช และงานที่มีชื่อเสียงน้อยลงมาอย่างเช่น L’anus solaire (1931), Sacrifices (1936) และ Madame Edwarda (1937) ที่บาตายใช้นามปากกาว่า ปิแยร์ อ็องเฌลิก

แต่บาตายก็เหมือนกับนักเขียนหรือปัญญาชนคนอื่นๆ ที่มักจะทนไม่ได้กับการอยู่เป็นขบวนการนานๆ  เขาก้าวออกจากกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์ ซึ่งก็เป็นช่วงก่อนหน้าหรือหลังจากที่อ็องเดร เบรอตงและหลุยส์ อารากงจะตบเท้าเข้าพรรคคอมมิวนิสม์ฝรั่งเศส

บาตายเริ่มตีพิมพ์งานประเภทความเรียงทางปรัชญาหรือสังคมวิทยาออกมา งานในกลุ่มนี้เองที่ทำให้เราได้อ่านความคิดในเชิงลึกของเขา โดยเฉพาะอิทธิพลทางปรัชญาเยอรมันของเฮเกลผ่านการบรรยายของอเลซ็องดร์ โกแฌฟ แนวคิดทางจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ หรือมานุษยวิทยาของมาร์แซล โมส เกร็ดประวัติเล็กๆ ในช่วงนี้ของบาตายก็คือเขาทำงานเป็นบรรณารักษ์ประจำหอสมุดแห่งชาติ ณ กรุงปารีส และเข้าร่วมกับกลุ่มนักสังคมวิทยาหัวก้าวหน้ามิแชล เลอรี และโรแฌร์ กาลัวส์ ทำวารสาร Acéphale

L’expérience intérieure (1943) หรือ Inner Experience เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่แสดงแก่นความคิดทางปรัชญาที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของบาตาย โดยบาตายมองเห็นว่า การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นสร้างสมประสบการณ์ที่พิเศษหรือแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตและสัตว์โดยทั่วไป กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าด้วยประสบการณ์ภายในนี้เองทำให้การมีเพศสัมพันธ์ของมนุษย์แบ่งแยกออกมาจากความต้องการสืบพันธุ์

Sur Nietzsche (1945) ในฉบับแปลอังกฤษ On Nietzsche ก็เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ฟรีดริช นิทเชของบาตาย ซึ่งเป็นงานที่แปลกไปจากงานเขียนทางปรัชญาโดยทั่วๆ ไปที่มีอยู่ในขณะนั้น และพูดได้ว่า Sur Nietzsche เป็นปรัชญาที่เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนาของนิทเชและบาตาย ซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่ากันกับ Nietzsche et le cercle vicieux  ผลงานวิเคราะห์ความคิดของนิทเชชิ้นสำคัญของปิแยร์ โคลสซอฟสกี

อย่างไรก็ดีในปีเดียวกันกับที่บาตายตีพิมพ์ Sur Nietzsche เขาก็ได้ตีพิมพ์นวนิยายอีกเล่มหนึ่งออกมาด้วย ซึ่งเป็นงานที่เขาเขียนไว้ในช่วงทศวรรษก่อนหน้าที่ชื่อ Le Bleu du ciel (1935) หรือ Blue of Noon ในสำนวนแปลของแฮรี่ แมทธิว นักเขียนและกวีหัวก้าวหน้าชาวอเมริกัน

ความน่าสนใจของผลงานชิ้นนี้อยู่ตรงช่วงเวลาที่บาตายเขียน หรือห้วงบรรยากาศแวดล้อมในนิยาย ซึ่งคาบเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เขาเข้าร่วมการปฏิวัติในสเปน ที่มีนักเขียนนวนิยายชั้นแนวหน้าหลายต่อหลายคนเข้าร่วมในเหตุการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นเฮมิงเวย์, อ็องเดร์ มาล์โรซ์ หรือจอร์จ ออร์เวล ซึ่งแต่ละคนนั้นต่างก็มีหนังสือที่ทำหน้าที่บรรยายหรือวิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติ ที่เปลี่ยนผ่านไปสู่สงครามกลางเมือง ในแง่มุมต่างๆ ไป

แน่นอนบาตายเองก็มีมุมมองเฉพาะของเขา เพียงแต่ด้วยความเป็นนิยายที่อาจเรียกได้ว่ายังตกอยู่ในอิทธิพลของเซอร์เรียลลิสม์ บรรยากาศของ Le Bleu du ciel จึงดูแตกต่างไปจากนิยายที่เกี่ยวกับการปฏิวัติสเปนโดยทั่วไปมาก จนเรียกว่าเป็นความตั้งใจของบาตายเลยก็ว่าได้ที่ไม่พยายามจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์นั้น

บาตายได้เสนอเรื่องราวอีกด้านที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างอัตบุคคล เน้นการบรรยายอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมากกว่าจะแสดงให้เห็นสภาพสถานที่จริงๆ ที่แวดล้อมตัวละครของเขา หรือแม้จะมีการให้ภาพพจน์บทบรรยายเกี่ยวกับห้องพัก โรงแรม ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ราคาริมทาง แต่บาตายก็ไม่เคยเชื่อมโยง ปะติดปะต่อช่วงเวลาและสถานที่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ดังนั้นสิ่งที่ผู้อ่านหรือตัวละครเอกในฐานะผู้เล่าเรื่อง จะได้รับรู้อย่างเท่าเทียมกันก็คือความรู้สึกแปลกแยก ว้าเหว่ และแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

ตัวละครเอกของ Le Bleu du ciel คือ อ็องรี ทรอปป์ม็อง [1] ซึ่งดูเหมือนจะป่วยหรือไม่ก็เมาอยู่ตลอดเวลา โลกที่ทรอปป์ม็องเฝ้าดูอยู่จึงมักเป็นเพียงโลกกึ่งจริงกึ่งฝันที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศเศร้าๆ เป็นโลกที่เขาไม่ต้องการคำอธิบาย แต่ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าเขาไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร

ทรอปป์ม็องกลายเป็น ‘ภาพเสนอ’ ของคนแปลกหน้า ทั้งต่ออุดมการณ์ของยุคสมัย เพื่อนร่วมแนวทาง หรือแม้แต่กับผู้คนมากมายที่เข้ามาข้องเกี่ยวในชีวิตของเขา อย่างเช่นในตอนหนึ่งที่เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในบาร์เซโลน่า ทรอปป์ม็องกลับเลือกที่จะขับรถออกไปว่ายน้ำเล่นที่ทะเลเพียงลำพัง

สิ่งที่สะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวทรอปป์ม็องมากที่สุดก็คือผู้หญิงแต่ละคนที่ใช้ชีวิตร่วมกับเขาในช่วงเวลาต่างๆ จะมียกเว้นก็ตอนท้ายเรื่องที่ตัวละครผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์กับทรอปป์ม็องแทบทุกตัวจะได้มาเจอกันที่สเปน [2] 

ในแง่นี้เราอาจมองได้ด้วยเช่นกันว่า โดโรธีที่ทรอปป์ม็องเลือกอยู่ด้วยในตอนท้าย ซึ่งตอนต้นเรื่องทรอปป์ม็องจะเรียกเธอว่า ‘เดอร์ตี้’ คือภาพแทนของชีวิตหรือการตัดสินใจไปสู่หนทางหนึ่ง ซึ่งเขาจำเป็นต้องละทิ้งอุดมการณ์และสัมพันธภาพระหว่างเขาและคนอื่นๆ ไว้เบื้องหลัง ลาซาร์ [3] สาวนักสังคมนิยมที่คล้ายกับเป็นภาพแทนของอุดมคติความคิดที่ผลักดันให้ทรอปป์ม็องเดินทางมาสเปน เซนีหญิงสาวผู้งดงามที่คอยเยียวยาเขาในช่วงเวลาที่ป่วยไข้ และสุดท้ายความตายของมิแชล เพื่อนรักของเขา

คำถามคือทำไมทรอปป์ม็องจึงเลือกโดโรธีและเดินทางไปเยอรมัน? บางทีคำตอบอาจจะอยู่ที่ตัวของบาตายเอง ที่ก็กำลังต้องการแสวงหาบางอย่าง [4]  ที่เขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ที่สุดแล้วทรอปป์ม็องก็เลือกที่จะโดดเดี่ยวตัวเองอีกครั้ง เขาตัดสินใจที่จะลาจากโดโรธีไป และในฉากสุดท้ายของ Le Bleu du ciel นี้เองทรอปป์ม็องได้ยืนมองขบวนยุวชนฮิตเลอร์ที่สวนสนามผ่าน ภาพของเด็กๆ เหล่านั้นทำให้เขามองเห็นภาพหายนะของสงครามครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แน่นอนมันจะเป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้าย และรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ

Le Bleu du ciel เป็นนวนิยายที่บาตายเคยพูดถึงไว้ในทำนองว่า “เป็นงานประเภทที่ผู้ประพันธ์ได้เฉลยออกมาตั้งแต่แรกว่า เขาไม่ได้พยายามนำพาผู้อ่านไปไหน” สภาพไร้จุดหมายของนวนิยายเรื่องนี้กลายเป็นสารัตถะอันเที่ยงแท้และเข้มข้น กระทั่งการที่เราต้องอ้อยอิ่งพิรี้พิไรกับการรอคอยบางสิ่งบางอย่าง ทำให้รู้สึกได้ว่าตัวละครกับภาพมุมกว้างของชีวิตในความเป็นจริงนั้นแทบจะไม่แตกต่างกันเลย

เมื่อปราศจากหน้าที่และคุณค่าความเป็นมนุษย์ ชีวิตก็คือสิ่งที่เปลือยเปล่า ชั่วขณะสั้นๆ ที่ทรอปป์ม็องเดินอยู่ระหว่างทะเลและพื้นโลก (หรือหาดทราย) มันคือภาวะที่ถ่องแท้ ซึ่งทำให้ทรอปป์ม็องไม่ได้แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนพื้นผิวโลก “เป็นหยดน้ำหยดหนึ่งในท่ามกลางมหาสมุทร” แน่นอนนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่การปฏิวัติเพื่อความเท่าเทียมของมนุษย์กำลังเริ่มต้นขึ้น

แต่หากมองอีกทางหนึ่งแล้ว อ็องรี ทรอปป์ม็อง ตัวเอกที่เอาแต่ร้องไห้ เจ็บป่วย และเมามายโดยไม่เคยแสดงความกล้าหาญเยี่ยงวีรบุรุษออกมาให้ใครเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ก็อาจเป็นภาพแทนของนักปรัชญาโลกร่วมสมัยที่บาตายเคยให้คำนิยามไว้ว่า “คือบุคคลผู้ประหวั่น”

มอริส บล็องโชต์อธิบายความคิดดังกล่าวของบาตายว่า “ความประหวั่น มิได้เป็นเรื่องของความขลาด หรือความกล้า หากมันเป็นความรู้สึกด้านในของสิ่งที่มันเกี่ยวยึด สิ่งที่ทำให้ประหวั่นคือสิ่งที่ทำให้สงบ มีอิสรภาพ และแม้แต่รู้สึกได้ถึงมิตรภาพในเวลาเดียวกัน ผ่านพ้นจากความประหวั่นไปแล้ว เราจักละวางจากตัวเอง ผละทิ้งโลกภายนอก เราจะมีประสบการณ์โดยมีความประหวั่นเป็นหน้ากาก ทั้งในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเราอย่างที่สุด สิ่งอื่นๆ นอกจากตัวเรา หรือเป็นอื่นแม้กับตัวของมันเอง”

Le Bleu du ciel หรือ ‘ฟ้าของท้องฟ้า’ ของบาตายจึงมิใช่วลีที่ใช้บอกเล่า ทว่าเป็นทั้งคำถามและความประหวั่นใจว่า “ฟ้าของท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจริงหรือ?” เหมือนทุกอย่างในเรื่องสามารถเริ่มต้นและสิ้นสุดลงที่ประโยคนี้
  

[1]  ทรอปป์ม็อง มาจากคำในภาษาเยอรมัน Troppmann ซึ่งแปลได้ว่า ‘เป็นมนุษย์มากเหลือเกิน’ เป็นไปได้ว่าบาตายตั้งใจที่จะให้ชื่อนี้สื่อถึงภาวะบางอย่างในตัวละครดังกล่าว 
[2] ถ้าอ่านส่วนนี้เปรียบกับแด่คาทาโลเนีย จะเห็นว่าจอร์จ ออร์เวลจะบรรยายเหตุการณ์หลังการปฏิวัติไว้ได้อย่างละเอียดลออมาก ทั้งในเรื่องของบรรยากาศของ ‘ความเท่าเทียม’ ที่เกิดขึ้นในบาร์เซโลน่า และการเข้าจับกุมพลพรรคของพีโอยูเอ็ม (ที่ออร์เวลเข้าร่วม) โดยปราศจากข้อกล่าวหาใดๆ
[3]  Lazzare หรือในอีกชื่อหนึ่งก็คือ Lazarus ซึ่งเป็นชื่อของชายคนหนึ่งที่ฟื้นจากความตาย
[4] บาตายหลงใหลปรัชญาเยอรมัน แน่นอนโดยเฉพาะปรัชญาของเฮเกลและนิทเช ซึ่งว่าไปแล้วการเรียนรู้ปรัชญาทั้งสองสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งจำเป็นต้องละทิ้งความเชื่อที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดของเขา

ใส่ความเห็น