‘ภาษาอื่น’ ในโลกของการสื่อความหมาย : Bartleby เฮอร์แมน เมลวิลล์
Bartleby, The Scrivener เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวของนักเขียนชาวอเมริกันเฮอร์แมน เมลวิลล์ (Herman Melville) ที่พูดถึงมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ ซึ่งโดดเดี่ยวแปลกแยกออกจากสังคม หรือแม้กระทั่งโลกที่แวดล้อมพวกเขา [1] อย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในหนึ่งหรือสองศตวรรษก่อนหน้า
ผลงานของเมลวิลล์ Bartleby, The Scrivener ได้รับการยกย่องจากนักเขียนนักคิดในยุคต่อมาอย่างมากมาย ซึ่งคงเป็นเพราะงานเขียนชิ้นนี้เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ในโลกก่อนสิ้นศตวรรษเรื่องแรกๆ ที่สามารถฉายให้เห็นภาพของปรากฏการณ์แห่งความเป็นอื่นนั้นได้อย่างลึกซึ้ง จนทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่างานเขียนของฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) ทั้งคดีความหรือแม้แต่ปราสาทเองก็มีความเป็นเมลวิลล์อยู่มากๆ (หรือแม้แต่จะเป็นในทางกลับกัน)
Bartleby, The Scrivener มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายนามว่า บาร์เทิลบี ซึ่งสมัครเข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งในย่านวอลสตรีท โดยที่มีเจ้าของกิจการนี้เป็นผู้เล่าเรื่อง (สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง) ในตอนเริ่มบาร์เทิลบีเป็นคนที่ตั้งใจทำงานมีความขยันขันแข็ง หากจะแตกต่างกับพนักงานปรกติทั่วไปก็คงจะตรงที่เขาเอาใจใส่กับงานที่รับผิดชอบมากจนดูเหมือนแทบไม่เคยลุกขึ้นจากโต๊ะไปที่ไหนเลย
ในมุมมองของผู้เล่าเรื่อง บาร์เทิลบีเป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุดสำหรับเขาตอนนั้น เพราะพนักงานคัดลอกเอกสารอีกสองคนที่เขามี (ไม่นับเด็กส่งเอกสารที่ชื่อว่าจินเจอร์ นัท) ซึ่งก็คือเตอร์กีและนิปเปอร์สนั้นต่างก็มีข้อจำกัดบางอย่างซึ่งมาจากจากพฤติกรรมพื้นฐานที่ฟังแล้วดูอาจจะพิลึกพิลั่นอยู่ไม่น้อย
เตอร์กีจะทำงานได้เรียบร้อยดีไปจนกระทั่งเข็มยาวและเข้มสั้นชี้ไปที่เลขสิบสองเท่านั้น และพอหลังจากพักเที่ยงไปแล้วเขาก็จะกลายเป็นชายวัยทองที่หงุดหงิดและอารมณ์เสียกับอะไรได้ง่ายมากๆ ถ้าได้ยินกระแทกหรือเสียงวางกองเอกสารดังๆ ละก็เขาเอง จนเริ่มที่จะชินหรือเพราะเห็นแก่ความมุ่งมั่นตั้งใจดีในช่วงเช้า ผู้เล่าเรื่องจึงยังคงเก็บเตอร์กีไว้ และไม่มอบหมายงานสำคัญๆ ให้เตอร์กีทำเลยในช่วงบ่าย
ตรงกันข้ามกับนิปเปอร์สพนักงานที่มีอายุราวยี่สิบกว่าๆ นั้นรักการดื่มเป็นชีวิตจิตใจ ในช่วงเช้าเป็นต้นมานิปเปอร์สจึงยังคงไม่สร่างเมา ดวงตาของเขาจะแดงก่ำ อารมณ์แปรปรวน และก็เหมือนกับเตอร์กีในตอนบ่ายก็คือมอบหมายให้รับผิดชอบงานสำคัญไม่ได้เลย หากเมื่อพ้นเที่ยงวันไปแล้วนิปเปอร์สจะเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นราวกับเป็นคนละคนกับตอนเช้า ซึ่งผู้เล่าเรื่องยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ทั้งเตอร์กีและนิปเปอร์สไม่แสดงพฤติการณ์ประหลาดนี้พร้อมๆ กัน ดังนั้นที่ผ่านมากิจการของสำนักงานกฎหมายแห่งนี้จึงยังคงดำเนินต่อไปได้
จนมาถึงเรื่องของบาร์เทิลบี ที่ประหลาดเสียยิ่งกว่าเรื่องประหลาดของเตอร์กีหรือนิปเปอร์สมากมายนัก เพราะเมื่อวันหนึ่งบาร์เทิลบีก็ปฏิเสธที่จะทำงานตามหน้าที่รับผิดชอบของเขาไปเสียเฉยๆ โดยเริ่มจากการนั่งอ่านสำเนาที่พนักงานคัดลอกแต่ละคนจะต้องนั่งลงพร้อมหน้าและอ่านสำเนาเอกสารฉบับลายมือเขียนของตัวเองไปพร้อมๆ กันกับคนอื่นๆ บาร์เทิลบีปฏิเสธที่จะมานั่งอ่านโดยไม่ให้เหตุผลหรือคำอธิบายใดๆ นอกจากพูดว่า “ผมไม่ประสงค์ [2] ”
แน่นอนไม่มีใครทราบได้ว่าหรอกว่า “ผมไม่ประสงค์” ของบาร์เทิลบีหมายถึงอะไร แม้โดยตัวการกระทำของเขาในความเข้าใจของเพื่อนร่วมงานคือความไม่ร่วมมือ ไม่อยากจะทำแม้ในงานที่เขาจำเป็นต้องทำ ซึ่งไม่ใช่แค่กับหน้าที่การงานเท่านั้น หากคำพูดว่า “ผมไม่ประสงค์” ของบาร์เทิลบีมันได้ลุกลามไปถึงทุกคำถาม หรือทุกคำพูดที่ผู้เล่าเรื่องพยายามจะสื่อสารกับเขา
จนในที่สุดผู้เล่าเรื่องก็ต้องจำใจไล่เขาออก เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เล่าเรื่องก็ได้รับรู้เรื่องราวแปลกประหลาดอีกเรื่องหนึ่งว่า บาร์เทิลบีไม่เคยกลับบ้าน ไม่เคยออกจากตึก หากอาศัยอยู่ในอาคารสำนักงานตลอดเวลา
สำหรับผู้เล่าแล้วทางเดียวที่เขาจะไปจากบาร์เทิลบี (ซึ่งคงจะไม่มีทางอื่นอีกแล้ว) นอกจากไล่ตัวเขาเอง นั่นก็คือย้ายสำนักงานหนี แต่จนแล้วจรอดปัญหาก็ยังตามผู้เล่ามาอีก เพราะบาร์เทิลบีไม่ยอมออกจากตึกหลังเดิม (ไม่ยอมพูดหรือตอบข้อซักถามใด) จนเจ้าหน้าที่ต้องนำตัวมาส่งให้กับผู้เล่าเรื่องที่สำนักงานแห่งใหม่
ผู้เล่าพยายามเสนองานให้กับบาร์เทิลบีอีกครั้ง งานอะไรก็ได้ที่เขาอยากจะทำ แต่บาร์เทิลบีก็ปฏิเสธความหวังดีทั้งหมดอย่างไม่มีเยื่อใย บาร์เทิลบีถูกส่งไปยังเรือนจำ โดยที่เขาไม่ได้เป็นอาชญากรหรือไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร ผู้เล่าเรื่องมีโอกาสได้ไปเยี่ยมบาร์เทิลบี แน่นอนบาร์เทิลบีจำเขาได้ กระทั่งผ่านไปหลายอาทิตย์ผู้เล่าได้กลับไปเยี่ยมบาร์เทิลบีอีกครั้งหนึ่ง ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะบาร์เทิลบีได้จากไปแล้ว เขานอนอยู่ในร่างที่เย็นเยียบอยู่ในห้องขังนั้น อรรถาธิบายเดียวเกี่ยวกับตัวบาร์เทิลบี ซึ่งอาจเป็นเพียงแค่ข่าวลือก็คือบาร์เทิลบีเคยทำงานอยู่ใน ‘แผนกจดหมายที่ไม่มีผู้รับ [3]’ ที่วอชิงตัน แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบได้บาร์เทิลบีถูกเปลี่ยนไปนั่งในตำแหน่งธุระการในเวลาอันรวดเร็ว
อรรถาธิบายสั้นๆ ในตอนท้ายเรื่องอาจช่วยให้เราได้มองเห็นจริงอันมลังเมลืองที่อยู่เบื้องหลังการกระทำอันแสนจะแปลกประหลาดของบาร์เทิลบี แม้ในความเป็นจริงแล้วจะยังคงมีความลับอีกมากมายเบื้องหลังชายคนนี้ เป็นความลับซึ่งอยู่ในความสิ้นหวัง ความตายที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศที่เราหายใจเข้าไป
Batleby,The Scrivener มีอีกชื่อหนึ่งว่า The Wall-Street Story ซึ่งไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตามสิ่งที่เมลวิลล์นำเสนอในเรื่องสั้นชิ้นนี้ ได้กลายเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวของมันเองไปแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องราวในยุคเริ่มต้นของวอลสตรีทที่เป็นเสมือนแหล่งเพาะพันธุ์มนุษย์ในโลกยุคใหม่ มนุษย์ที่ค้นพบว่าการมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดอีกแล้ว
ในความเรียง Batleby, the Formula จิลส์ เดอเลอซ (Gilles Deleuze) กล่าวไว้ว่า ‘ผมไม่ประสงค์’ ของเมลวิลล์เป็นเหมือน ‘สูตร’ ที่ไม่ต่างจากสูตรเคมี หรือสูตรทฤษฎีสัมพันธภาพ ซึ่งได้ผลกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 20 ‘ผมไม่ประสงค์’ ของเมลวิลล์ไม่ใช่คำที่ปฏิเสธหรือยืนยัน แม้มันจะมีคำว่า ‘ไม่’ แต่มันก็อยู่คนละระนาบกับทุกๆ คำถาม หรือคำสั่งที่บาร์เทิลบีได้ยิน
เดอเลอซยังได้วิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ‘ผมไม่ประสงค์’ ที่เมลวิลล์เรียกว่า คำประหลาด (queer word) แท้จริงแล้วมันเป็น ‘ภาษาอื่น’ ที่ฝังรากอยู่ในภาษาหนึ่งๆ หรือก็คือ ‘ภาษาของพระเจ้า’ อันเป็นต้นกำเนิดของภาษาทั้งหลายที่เราพูดกันอยู่ แน่นอนที่สุดก็คือมันยากแก่การเข้าใจ หรือยากแก่การรับฟัง (พร้อมด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นเหตุเป็นผล) ก็เพราะความเป็นจริงแล้ว เราได้ไกลห่างออกมา แปลกแยก หรือแม้แต่เป็นอื่นต่อภาษานั้น มิได้น้อยไปกว่าตัวบาร์เทิลบีเองที่เป็นอื่นต่อเรา
[1] นักเขียนที่ดูจะได้รับอิทธิพลของเมลวิลล์โดยตรงก็คือโรแบร์ท มูซิล (Robert Musil) ผู้เขียนนวนิยายขนาดมหากาพย์ The Man Without Qualities ซึ่งดูเหมือนจะได้อะไรจากเมลวิลล์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวละครเอก 2 ตัว อูลริช-อกาเต ที่ความสัมพันธ์แบบร่วมสายเลือด (incest) นั้นไปละม้ายคล้ายคลึงกับตัวละคร ปิแยร์-อิซาเบล ในนิยายเรื่อง Pierre or the Ambiguities ของเมลวิลล์
[2] ต้นฉบับภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า “I would prefer not to.” และมีบางตอนด้วยเช่นกันที่บาร์เทิลบีกล่าวแค่ว่า “I prefer not to.” การแปลถ้อยคำนี้ในภาษาไทยคงยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะเมื่อแปลแล้วอาจไม่ได้สัมผัสของความแปร่งหู ที่บ่งบอกไม่ได้ว่าผู้พูดต้องการอะไร ทั้งที่เป็นถ้อยคำที่สมบูรณ์ และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์หรือการสร้างประโยค
[3] The Dead Letter Office เป็นแผนกที่ดูแลและรวบรวมจดหมายที่ส่งไปไม่ถึงผู้รับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม หน้าที่ของหน่วยงานนี้ก็คือพยายามส่งกลับไปยังผู้เขียนอีกครั้งหนึ่ง หรือไม่ก็ทำลายมันทิ้งไป ซึ่งอาจมองได้ว่าการทำงานในแผนกดังกล่าวอาจทำให้บาร์เทิลบีรับรู้เรื่องราวและความเป็นไปของชีวิตทั้งหลายมากเกินไป เพราะนอกจากลายมือ หรือข้อความที่ถูกส่งมาแล้วก็ยังมีแหวน ธนบัตร หรือสิ่งต่างๆ ที่ยืนยันการมีอยู่ของผู้คนเบื้องหลังจดหมายเหล่านั้น
