‘คืน’ : Hymns to the Night โนวาลิส
ข้ามีชีวิตอยู่เมื่อกลางวัน
ด้วยความเชื่อและความตั้งใจ
และในเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์
ข้าได้สิ้นชีวิตในทุกค่ำคืน
โนวาลิส (Novalis) เป็นนามปากกาของฟรีดริช ฟอน แฮรเดนเบิร์ก (Friedrich von Hardenberg 1772-1801) นักเขียน-นักคิดชาวเยอรมันคนสำคัญในยุคโรแมนติกตอนต้น ถ้าเทียบชีวิตที่แสนสั้นกับผลงานที่เขาสร้างขึ้นก็จะเห็นได้ว่าหากเขามีชีวิตยืนยาวมากพอ เขาอาจเป็นคู่แข่งคนสำคัญของโยฮันน์ วูล์ฟกัง เกอเธ่ (Johann Wolfgang Goethe) นักประพันธ์เอกแห่งศตวรรษที่ 18 ได้อย่างไม่ต้องกริ่งเกรง โนวาลิสได้จากโลกนี้ไปเมื่อเขามีอายุได้เพียงแค่ 29 ปี ภาพที่ชาวโลกจดจำเขาได้ก็คือภาพของเด็กหนุ่มที่แววตาสดใส ผมหยักเป็นลอนสลวยคล้ายกับเด็กผู้หญิง ซึ่งมาจากภาพพิมพ์แกะสลักไม้ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1845 โดยช่างพิมพ์ เอดูอาร์ด ไอเชนส์ (Edouard Eichens)
Hymns to the Night หรือ เพลงสรรเสริญรัตติกาล (Hymnen an die Nacht) เป็นกวีร้อยแก้วและกาพย์ที่โนวาลิสเขียนขึ้นมาหลังจากคู่หมั้นของเขาเสียชีวิตลงได้ไม่นาน พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1800 ว่ากันว่า Hymns to the Night ถือเป็นงานชิ้นสุดยอดของโนวาลิส และอาจเป็นกระทั่งงานชิ้นสำคัญของศตวรรษที่ 18 เสียด้วยซ้ำไป Hymns to the Night เป็นงานของนักเขียนหนุ่มที่เพ่งพินิจไปยังความตาย จ้องมองเหมือนพยายามจะคาดคั้นเอาความหมายหรือเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังปรภพ ผ่านการเฝ้าดูห้วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ที่ล่องลอยอยู่ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล
ผลงานชิ้นนี้ของโนวาลิสประกอบขึ้นด้วยชุดของถ้อยคำและบทบรรยายไพเราะมากมายที่สื่อได้ถึงความเศร้า ความอาลัยที่อยู่ในตัวผู้เล่าเรื่อง เพียงแต่บางบทตอนโนวาลิสได้ใช้ความสามารถเชิงกวีของเขาแปลงเปลี่ยนให้ความรู้สึกอันเป็นส่วนตัวนั้นเชื่อมโยงเข้ากับภาพพจน์ของกลางคืนและความตาย อันเป็นปลายทางของคนทุกคนอย่างแยบยลกลมกลืน
โนวาลิสบรรยายจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์กลางคืนในลักษณะเดียวกับการมาถึงของบุคคลที่ชวนให้เคลือบแคลงและดูน่าสะพรึงกลัวอยู่ในที ดังจากตัวบทที่ว่า
“ผู้แปลกหน้าอันสูงส่งมาพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยสัมผัสรับรู้ แกว่งกวัดแขน และฮัมท่วงเปล่งทำนองเพลงหวานซึ่งซ่อนอยู่บนริมฝีปากที่ปิดไว้ ราวกับราชาผู้อยู่เหนือโลกธรรมชาติ ปลุกเร้าพลังอำนาจให้เกิดการแปลงเปลี่ยนนับครั้งไม่ถ้วน ผูกยึด คลี่คลายความเกี่ยวเนื่องที่ยึดยื้ออยู่กับทุกสรรพสิ่งบนผืนโลกไม่รู้กี่หน”
กล่าวได้ว่าโนวาลิสมองกลางคืนเป็นเวลาแห่งความไม่ปรกติ เป็นเวลาในความหมายเดียวกับ ‘ยามวิกาล’ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ในห้วงเวลานี้ พร้อมจะถูกบิดเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ความรู้สึกที่โนวาลิสมีต่อกลางคืนใน Hyms to the Night จึงค่อนข้างเป็นไปในทางลบอย่างปฏิเสธมิได้
“ข้าหันหน้าไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ที่มิอาจเอื้อนเอ่ยในค่ำคืนแห่งความลึกลับ ถูกทิ้งไว้ไกลจากโลก ดิ่งลงในหลุมลึก ร้างและโดดเดี่ยวของสถานที่นั้น ด้วยเสียงประสานแสนเศร้าในอกระทมหมอง”
สำหรับโนวาลิสแล้วกลางคืนเป็นเวลาที่ส่งผลต่อความนึกคิดและจิตใจ หรือโดยเฉพาะกับความทรงจำ ความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ของเขาเอง
อันที่จริงนอกจากโนวาลิสแล้วก็ยังมีมาร์แซล พรุสต์ นักเขียนอีกคนที่เห็นว่าห้วงเวลากลางคืนนั้นเป็นช่องทางที่ความทรงจำและวันเวลาทั้งหลายที่ผ่านพ้นไปจะกลับมาปรากฏอีกหนหนึ่ง ขณะที่เจมส์ จอยส์อาจมองกลางคืนเป็นเหมือนโกลาหลจักรวาล (Chaosmos) ซึ่งต้องการไวยกรณ์หรือระบบถ้อยคำเฉพาะเพื่อเขียนในห้วงยามนี้
โนวาลิสมีความเชื่อลึกๆ อยู่ว่า ถ้ากลางคืนสามารถสื่อหรือแสดงความรู้สึกออกมาได้ มันอาจพึงพอใจ หรือมีความสุขอย่างมากที่ได้เห็นเรากลัดทุกข์ เศร้าสร้อย หรือหม่นหมอง และเหนืออื่นใดความปีติยินดีของกลางคืน นอกเหนือจากการไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างของกลางวัน ที่สุดแล้วก็คือการได้เสพความรู้สึกเหล่านี้ของมนุษย์
แม้การใส่อารมณ์ความรู้สึกให้กับกลางคืนจะเป็นเรื่องที่แปลกและอาจเรียกได้ว่ายังไม่ค่อยแนบเนียนลงตัวมากเท่าใดนัก หากโนวาลิสก็ได้เปรียบเทียบกลางคืนว่าเป็นเสมือน ‘ดวงตา’ ซึ่งอุปมาอุปไมยอันนี้มีความน่าสนใจ ตรงที่กลางคืนนั้นเป็นห้วงเวลาซึ่งเป็นข้อจำกัดของการมองเห็น แต่ ‘ดวงตา’ ของโนวาลิส คือดวงตาที่เปิดอยู่กลางจิตใจเราตลอดกาล
โนวาลิสกล่าวว่า ดวงตาของกลางคืนนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างใดๆ เพื่อมองเห็นความรัก ความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจของเรา เปรียบเทียบกับโลกความเป็นจริง กลางคืนไม่อนุญาตให้เราสามารถมองเห็นอะไรได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง รงควัตถุใดๆ ที่อยู่ในทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่มีสีน้ำเงินเข้มของกลางคืนฉาบเคลือบสีสันที่แท้จริงเอาไว้ทั้งสิ้น
นอกเหนือจากนั้นโนวาลิสยังได้โยงคุณลักษณะพิเศษของกลางคืนเข้ากับเหล้าองุ่น น้ำมันอัลมอนด์ ยางฝิ่น หรือหญิงสาว ซึ่งทั้งหมดมีฤทธิ์ในการบิดเบือนสภาพเป็นจริง เพียงแต่เขาพรรณนาไปในเชิงว่า มนุษย์นั้นไม่รู้หรอกว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้มีกลางคืนเจือปนอยู่ หรือที่เขาบรรยายได้ไพเราะจับใจก็ตอนที่ว่า “พวกเขาไม่รู้หรอกว่าตัวท่านนั้นได้สิงสู่อยู่ในอกของหญิงสาว ซึ่งทำให้สรวงสวรรค์ต้องทรุดลงแนบตัก มิพักต้องสงสัยว่าเป็นท่านผู้เปิดประตูแห่งสรวงสวรรค์ ผู้ถือกุญแจแห่งการจาริกไปสู่สุขคติ ผู้ส่งสารที่เงียบงำความลับไม่สิ้นสุด”
แสงสว่างและความมืดจึงเป็นเสมือนคุณสมบัติและสิ่งเที่ยงแท้ที่ดำรงอยู่ในความเป็นกลางวันและกลางคืน หากทั้งสองห้วงเวลาก็ไม่อาจแบ่งแยกจากกัน เหมือนเช่นที่ความมืดต้องดำรงอยู่ควบคู่กับความสว่าง
กล่าวในอีกทาง Hymns to the Night จึงเป็นเหมือนดวงตา เป็นเหมือนมรณานุสติที่โนวาลิสมองเห็น ก่อนที่ความตายจะมาพรากชีวิตเขาไปในปีต่อมา
